ออสเตรเลียปรับมาตรฐานอาหาร 3 ฉบับ
ผู้ส่งออกอาหารไทยต้องเตรียมรับมือก่อนธันวาคม 2570
องค์การมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Food Standards Australia New Zealand: FSANZ) ได้ประกาศใช้การแก้ไขประมวลมาตรฐานอาหาร 3 ฉบับติดต่อกัน ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งแม้ไม่ได้มุ่งเป้าที่สินค้าไทยโดยตรง แต่มีผลกระทบต่อผู้ส่งออกอาหารไทยที่ดำเนินธุรกิจในตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสูงถึงประมาณ 1,971 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2567
สาระสำคัญการแก้ไข 3 ฉบับที่ผู้ส่งออกต้องรู้
1. การแก้ไขฉบับที่ 247 (มกราคม พ.ศ. 2569) อนุมัติการใช้สาร 3-ฟูโคซิลแลกโทส (3-fucosyllactose: 3FL) เป็นสารอาหารในผลิตภัณฑ์นมสำหรับทารกและเด็ก โดยในระยะ 15 เดือนแรกจำหน่ายได้เฉพาะภายใต้แบรนด์ GLYCARE® เท่านั้น และอนุมัติให้วางจำหน่ายมะเขือเทศสีม่วงดัดแปรพันธุกรรม (Geneticcally Modified: GM) ที่มีเหตุการณ์ทางพันธุกรรม Del/Ros1-N ในออสเตรเลีย โดยมีเงื่อนไขให้แสดงฉลากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมตามมาตรฐาน ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบควรตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน
2. ฉบับที่ 248 (กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) อนุมัติสารเอนไซม์ช่วยในกระบวนการผลิต 3 ชนิดใหม่ ได้แก่ Phospholipase C และ Phosphoinositide PLC (จาก Bacillus licheniformis) สำหรับกระบวนการกำจัดยางเหนียวในน้ำมันพืช ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าวของไทย และ Aminopeptidase Y (จาก Trichoderma reesei) สำหรับการผลิตสารแต่งกลิ่นรสและการหมักดอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตน้ำปลาและกะปิ โดยเอนไซม์ที่ได้รับอนุมัติสามารถใช้ได้ตามการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (Good
Manufacturing Practice: GMP) โดยไม่มีข้อจำกัดเพิ่มเติม
3. ฉบับที่ 249 (เมษายน พ.ศ. 2569) เป็นฉบับที่ส่งผลกระทบมากที่สุดต่อผู้ส่งออกไทย โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
– ประการแรก คือ การกำหนด “น้ำตาลที่เติมเพิ่ม” ซึ่งมีผลกระทบสูงสุดต่อการค้า โดยน้ำผลไม้เข้มข้น น้ำผักเข้มข้น น้ำผึ้ง และสารสกัดมอลต์ ถูกจัดให้อยู่ในนิยาม “น้ำตาลที่เติมเพิ่ม (added sugars)” ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผลไม้เขตร้อนของไทย เช่น น้ำฝรั่ง น้ำลิ้นจี่ และเครื่องดื่มผลไม้ผสม ที่ใช้น้ำผลไม้เข้มข้นเพิ่มความหวาน ไม่สามารถแสดงข้อความ “ไม่มีน้ำตาลเพิ่ม (no added sugar)” บนฉลากตลาดออสเตรเลียได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการแก้ไขบรรจุภัณฑ์หรือปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2570
– ประการที่สอง คือการกำหนดให้ต้องแสดงปริมาณกรดไขมันทรานส์เป็นรายการแยกต่างหากในตารางข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ทุกชนิด ซึ่งกระทบผู้ส่งออกอาหารขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม แม้มีค่าน้อยกว่า 0.1 กรัมต่อหน่วยบริโภคก็ยังต้องแสดงเป็น “0 ก.” ในตารางข้อมูลโภชนาการ
– ประการที่สาม คือการปรับค่าสูงสุดของสารตกค้าง (Maximum Residue Limits: MRL) กว่า 20 รายการ ซึ่งรายการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไทยโดยตรง ได้แก่ Chlorantraniliprole ในผักชี, Pyriproxyfen สำหรับพริกแห้ง และ Acetamiprid ในผักและผลไม้ รวมถึงการยกเลิกค่า MRL ของ Dieldrin ทั้งหมด
– ประการที่สี่ คือ การเพิ่มเข้มงวดข้อกำหนดสัดส่วนกรดไขมันในนมสำหรับทารกและเด็ก โดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านถึงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2572
การแก้ไขนี้อาจส่งผลน้อยต่อผู้ส่งออกนมสำหรับทารกและเด็กจากประเทศไทย
ทั้งนี้ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงแคนเบอร์ราแนะนำให้ผู้ส่งออกดำเนินการทบทวนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับน้ำตาล ปรับรูปแบบตารางข้อมูลโภชนาการให้รองรับการแสดงไขมันทรานส์ ตรวจสอบเอกสารรับรองค่า MRL ให้สอดคล้องกับมาตรฐานฉบับปัจจุบัน และยืนยันสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตกับรายการที่ FSANZ อนุมัติ และควรดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2570
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงแคนเบอร์รา https://www.agrithai.org/wp-content/uploads/2026/06/บทความเรื่อง-การแก้ไขมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์.pdf
