แนวโน้มการค้าปลีกและธุรกิจอาหารออสเตรเลีย พ.ศ. 2569: การวางตำแหน่งสินค้าแบรนด์ไทยและสินค้าแบรนด์ของห้าง (Private Label หรือ Own brand)
– ภาพรวมภาคการค้าปลีกออสเตรเลีย พ.ศ. 2569: ขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางกำลังซื้อที่ระมัดระวัง
ภาคค้าปลีกออสเตรเลียมีมูลค่าการใช้จ่ายรวมในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 อยู่ที่ 38,630 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบรายปี โดยหมวดอาหารเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคเกษตรออสเตรเลียคาดว่าจะมีมูลค่าผลผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 101,400 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในปีงบประมาณ 2568–2569 สะท้อนขนาดและศักยภาพของระบบเศรษฐกิจอาหารที่ผู้ส่งออกไทยสามารถเจาะเข้าถึง
ภาวะค่าครองชีพสูงยังส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมสินค้าที่ให้ “ความรู้สึกพรีเมียมในราคาที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นโอกาสที่ห้างใหญ่อย่าง Coles และ Woolworths ใช้ประโยชน์ผ่านสินค้าแบรนด์ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– การขยายตัวของสินค้า Private Label: มูลค่ากว่า 7,600 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ยังโตต่อเนื่อง ตลาดสินค้า Private Label บรรจุภัณฑ์อาหารในออสเตรเลียมีมูลค่าประมาณ 7,623 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะแตะ 12,600 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ภายในปี พ.ศ. 2576 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 5.78 ปัจจุบันผู้บริโภคออสเตรเลียถึงร้อยละ 95 ยินดีซื้อสินค้า Private Label โดยปัจจัยกระตุ้นหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถหาได้จากแบรนด์ที่รู้จัก (32%) ตัวเลือกออร์แกนิกหรือเพื่อสุขภาพ (30%) และการจัดซื้ออย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน (25%)
3. กรณีศึกษา: Coles Asia และผลิตภัณฑ์ผลิตในไทย
แบรนด์ Coles Asia ชูจุดขายด้านความต้นตำรับโดยใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่ปราศจากสีสังเคราะห์ สารปรุงแต่งกลิ่นรส และ MSG โดยผลิตภัณฑ์ตัวอย่างอย่าง Coles Asia Crispy Noodle Bites Pad Thai Flavour ซึ่งผลิตในประเทศไทย ราคา 4.00 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่า กำลังการผลิตของไทยสามารถเข้าสู่ชั้นวางกระแสหลักของออสเตรเลียได้แล้วในรูปแบบ Private Label
– ความสัมพันธ์การค้าสองทาง: Coles ในประเทศไทย
ความร่วมมือระหว่าง Coles กับ Central Food Retail ทำให้สินค้า Coles กว่า 200 รายการ วางจำหน่ายในเครือ Tops ทั่วประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในห่วงโซ่อุปทานค้าปลีกนั้นดำเนินไปสองทิศทาง ผู้ผลิตไทยที่ลงทุนในความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจัง จึงมีความได้เปรียบกว่าผู้ที่มองออสเตรเลียเพียงในฐานะตลาดปลายทาง
– แนวโน้มธุรกิจอาหาร: อาหารไทยและความสะดวกสบายบรรจบกัน
จากการวิเคราะห์รายการอาหารในออสเตรเลีย พบว่าอาหารไทยคิดเป็นร้อยละ 10 ของประเภทร้านอาหารทั้งหมด ทำให้ครองตำแหน่งอาหารชาติพันธุ์ยอดนิยมสูงสุด นำหน้าอาหารอิตาเลียนและอเมริกัน ความคุ้นเคยนี้คือข้อได้เปรียบสำหรับสินค้าแบรนด์ไทยในตลาดค้าปลีก นอกจากนี้ ตลาดอาหารพร้อมรับประทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 2,800 ล้านเป็น 4,900 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในทศวรรษหน้า ซึ่งเอื้อต่อสินค้าอาหารไทยในรูปแบบสะดวกบริโภค
– แนวโน้มผู้บริโภคที่ต้องตอบสนอง
รายงานระบุแนวโน้มสำคัญ 5 ประการที่แบรนด์ไทยต้องคำนึงถึง ได้แก่ (1) มาตรฐาน Clean Label การปราศจากสารปรุงแต่งสังเคราะห์ไม่ใช่จุดขายอีกต่อไป แต่เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (2) กระแส Snackification หรือขนมรสชาติเอเชียยังขาดแคลนในค้าปลีกกระแสหลัก (3) ผู้บริโภคต้องการเรื่องราวแหล่งกำเนิดที่โปร่งใสและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย (4) ความยั่งยืน โดยการรับรอง MSC, Rainforest Alliance หรือ Fair Trade กำลังกลายเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ และ (5) กระแส Plant-Based โดยอาหารไทยที่เน้นผักอย่างส้มตำ ผัดผัก และต้มข่าเต้าหู้ วางตำแหน่งได้ดีในกลุ่มนี้
– ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่
(1) เข้าสู่กระบวนการจัดหา Private Label ของ Coles Asia และ Woolworths Asian Kitchen โดยเฉพาะในหมวดซอส เครื่องแกง กะทิ ข้าวหอมมะลิ และขนมขบเคี้ยว
(2) ปฏิบัติตามมาตรฐาน Clean-Label ทันที
(3) ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความสัมพันธ์ Coles–Central Retail หรือ Tops ที่มีอยู่แล้ว
(4) มุ่งสู่โอกาสตลาดขนมรสชาติไทย (Snackification)
(5) สร้างโครงสร้างแบรนด์สองทางระหว่าง Private Label ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ตนเองเพื่อมูลค่าระยะยาว
(6) เร่งขอรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน MSC, Rainforest Alliance หรือ Fair Trade
(7) ร่วมงานกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายอาหารเอเชียที่มีเครือข่ายในออสเตรเลียอยู่แล้ว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงแคนเบอร์รา https://www.agrithai.org/wp-content/uploads/2026/06/บทความเรื่อง-แนวโน้มการค้าปลีกและธุรกิจอาหารออสเตรเลีย-พ.ศ.-2569.pdf
